ทำงานแล้วต้องแบ่งเวลา ติว โทอิค ยังไง

นักเรียนที่มาติวกับเมย์ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท

ประเภทหนึ่งก็คือนักเรียนมหาลัย นักเรียนมหาลัยก็คือเขาจะต้องใช้คะแนน TOEIC เพราะว่าหลายคณะเลยต้องยื่นคะแนน TOEIC ประมาณ 500 ถึง 550 เพื่อที่จะจบได้ แล้วบางคนก็ใช้สำหรับการฝึกงานแล้วก็อยากจะเอาไว้สมัครงาน และก็มีอีกกลุ่มนึงค่อนข้างใหญ่พอสมควร กลุ่มนี้ทำงานแล้วแต่ต้องใช้คะแนน TOEIC ไม่ว่าจะเป็นเพราะหนึ่งคือได้ทดลองงานอยู่แล้วและบริษัทเรียก SCG จะทำบ่อย เมย์เห็นนักเรียนที่จะสมัคร SCG จะเป็นแบบนี้ก็คือเขาจะให้ฝึกทำงานแล้วให้เวลาประมาณ 3 เดือนเพื่อที่ไปทำคะแนน TOEIC ตามเกณฑ์ที่เขาวาดไว้ สำหรับโปรโมชั่นอยากได้ตำแหน่งสูงขึ้นแต่เขาเรียกคะแนน TOEIC อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออยากเปลี่ยนงานซึ่งไม่ว่ากัน

ผล Research จะบอกเลยว่า วิธีการที่จะอัพเงินเดือนได้เร็วที่สุดก็คือการเปลี่ยนงาน แต่อย่าเปลี่ยนบ่อยแล้วกันไม่ใช่ทำงานที่นึง 6 เดือนแล้วกระโดดไปอีก 6 เดือน ทางที่ดีควรทำงานประมาณอย่างน้อย 2 ปีถึงจะไปสมัครงานอื่นเพื่อที่จะอัพตำแหน่งและอัพเงินเดือนของตัวเอง 2 ปีนี้เพียงพอที่จะสร้างผลงานและทำให้บริษัทที่เราจะไปสมัครเนี่ย ดูว่าเราไม่ใช่แค่ กระโดดโหยงเหยงๆ เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ คือเราได้สร้างผลงานเต็มที่แล้วและถึงเวลาที่เราอยากจะได้รับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น

สำหรับคนที่ทำงานแล้วเนี่ยได้เปรียบกว่านักเรียนมหาลัยเยอะเลย โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานในองค์กรที่ใช้อีเมล์เป็นภาษาอังกฤษที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่า TOEIC สอบคำศัพท์ เชิงด้านธุรกิจ และการที่นักเรียนหนึ่งทำงานแล้ว 2 แถมได้สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษนิดหน่อยก็ยังดี นักเรียนก็จะผ่านความรู้ ผ่านการใช้คำศัพท์ธุรกิจมาเยอะ และตรงนี้จะทำให้นักเรียนได้เปรียบกว่านักเรียนมหาลัยเวลาทำข้อสอบ นักเรียนมหาลัย ใช่เขาเพิ่งเรียนภาษาอังกฤษมาแล้วทักษะของเขาเนี่ยและความรู้พื้นฐานของเขา จะแน่นกว่าคุณมากมาย แต่สิ่งที่เขาขาดก็คือคำศัพท์คำศัพท์ธุรกิจเนี่ยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมี ดังนั้นถ้าเป็นนักเรียนมหาลัย เมย์จะเน้นให้เขาติวคำศัพท์ ส่วนนักเรียนที่ทำงานแล้วจะเน้นให้เขาติวในเรื่องของพื้นฐาน

ในเมื่อเราทำงานแล้ววันๆนึงเนี่ยเราจะมีเวลาที่น้อยลง นักเรียนส่วนใหญ่ไปทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า กว่าจะกลับมาทั้งรอรถ ถึงบ้านก็ 6 โมงแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไป ติวโทอิค วันๆนึงนักเรียนมีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากับคนอื่นๆ แล้วใน 24 ชั่วโมงเราไม่มีเวลาที่จะติวขนาดนั้นเลยหรอ 

อันดับแรกเปลี่ยนความคิดก่อนว่ามีเวลาแน่แต่จะแบ่งเวลายังไงนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ดูจากเวลาทั้งหมดที่เราเดินทางไปที่ทำงานตั้งแต่ตอนเช้ารอรถหรือแม้กระทั่งบางคนขับรถ และบางคนก็ไปรอรถไฟ BTS ในระหว่างนั้นนักเรียนทำอะไรบางคนก็นั่งดูโทรศัพท์ในระหว่างรอรถ หรือไม่ก็ BTS ก็นั่งดูยืนดูโทรศัพท์ รอรถไฟอยู่อย่างนั้น เวลาที่นักเรียนเช็คประวัติความเป็นมาของเพื่อนๆนักเรียนสามารถที่จะเอามาฝึกใช้ภาษาอังกฤษได้ ใครที่ขับรถไปทำงานควรฝึกโดยฝช้ Podcasts  Podcasts ก็คือบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับการ ติวโทอิค หรือเกี่ยวกับการฟังภาษาอังกฤษทั่วไป

แต่ถ้าใครไม่ได้ขับรถไปรอรถไฟหรือว่ารอรถจากบริษัท ก็เอาสมุดคำศัพท์ไปทบทวนเปิดดูทบทวนที่เราจดมา ไม่ต้องนั่งท่องนั่งอะไร คือดูความหมายเท่านั้นวันนึงเนี่ย แค่ขาไปทำงานเนี่ย นักเรียนจะสามารถเก็บได้ 30 นาทีแล้ว และช่วงกลางวันทำอะไร ช่วงกลางวันถ้ามีเวลา แค่ 30 นาทีก็กินข้าวไปเถอะเพราะมันเป็นเวลาพัก แต่ถ้ามีเวลา 1 ชั่วโมง ก็เผื่อเวลาไว้ 10-15 นาทีดูคลิป YouTube ที่มีซับภาษาอังกฤษ แค่นี้เท่านั้นอะไรที่มันสนุกสนุกและมีคลิปภาษาอังกฤษแล้วก็อ่านตามแค่นี้ก็ฝึกได้ พอมาตอนเย็น ตอนเย็นนักเรียนจะมีเวลาเยอะหน่อย นักเรียนก็ทำธุระให้มันเสร็จสิ้นไปไม่ว่าจะเตรียมกับข้าวทานข้าวดูแลครอบครัว และขอแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในการที่จะเข้ามาติวโจทย์ เข้ามาฝึกทักษะตาม Daily Top Star  เท่านั้นเลย

มาลองบวกจำนวนเวลาติวกันนะ ครึ่งชั่วโมงตอนเช้า และประมาณ 15 นาที ถึงครึ่งชั่วโมงตอนกลางวัน กลับตอนที่ขับรถกลับบ้านนั่นก็คือ 1 ชั่วโมงแล้ว บวกอีก 1 ชั่วโมงที่นักเรียนติวโจทย์หลังจากที่ดูแลทุกคนเสร็จเรียบร้อยแล้วเนี่ย ก็คือวันนึงนักเรียนติวได้ถึง 2 ชั่วโมง อาทิตย์นึงคุณติวได้ 14 ชั่วโมง แล้วลองเปรียบเทียบกันดูวันนึงติวประมาณ 2 ชั่วโมง กับการไปเรียนตามสถาบัน ที่วันนึงไปเรียนทั้งวัน แบบไหนจะเหนื่อยน้อยกว่ากัน ก็แบบแรก เพราะเมย์บอกเลยนะว่า การมาติววันนึง 6 ชั่วโมงถึง 7 ชั่วโมงไม่มีอะไรในในหัวแน่นอน มันคือเหนื่อยและมันก็ง่วงดังนั้นมันไม่ได้ผล เอาเวลาเสาร์อาทิตย์ตรงนี้ ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน และมีขอ 1 ชั่วโมงในเสาร์อาทิตย์ มา ติวโทอิค  ยังได้ผลกว่าเยอะเลย

ในเมื่อเราเริ่มเข้าทำงานแล้ว ทุกคนจะเริ่มเห็นเลยว่า TOEIC จะมีผลกระทบต่อรายได้ของเราขนาดไหน คือก่อนทำงานอาจจะใช้แค่สมัครงานเท่านั้น แต่จริงๆแล้วพอเราได้เข้าทำงานเราจะเห็นว่า Toeic มีผลกระทบโดยตรงเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนหรือตำแหน่งไหนที่เราต้องการที่ใหญ่ๆเนี่ยเขาก็จะเรียกคะแนนระดับนั้นเท่านั้น แล้วการที่เราจะเพิ่มเงินเดือนหรือว่าอยากที่จะมีโอกาสมากขึ้นเราก็จะต้องทำคะแนนให้ถึงระดับนั้นเราถึงจะสามารถได้รับโอกาสนั้นได้ ดังนั้นคนที่ทำงานแล้วจะมีไฟในการติว Toeic มากที่สุด แล้วการมีไฟมีการติวทักษะทุกวันเนี่ยก็จะสามารถทำคะแนนที่ต้องการได้ในเวลาที่เร็วกว่าเดิมเยอะแยะ ดังนั้นพอมาสรุปการทำงานการที่เราทำงานแล้วเราจะได้เปรียบใคร และอยากให้นักเรียนเชื่อ เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถทำได้ เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองฝึกมาทุกวัน ว่าการฝึกทักษะการฟัง คำศัพท์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เมย์ให้ฝึก มันจะช่วยให้นักเรียนสะสมทักษะที่เพียงพอในการทำข้อสอบ Toeic และพอทำเสร็จแล้วนักเรียนก็จะไม่ต้องกังวลอะไรอีกเลยอีก 2 ปี

เมื่อเราทำงานแล้วเราก็รู้ใช่ไหมว่าภาษาอังกฤษสร้างผลงานได้ดังนั้นยอมรับเถอะ ถ้าเราอยากจะโตในหน้าที่การงานภาษาอังกฤษคืออันดับ 1 ดังนั้นพอ ติวโทอิค เสร็จแล้ว ก็ฝึกต่อไปเรื่อยๆแต่ตอนนี้ก็ไม่เครียดไม่อะไรแล้ว เอาแบบสร้างนิสัยแล้วก็ enjoy ทักษะของการฝึกภาษาอังกฤษจะดีกว่า ฝึกไปเรื่อยๆแล้วอีก 2 ปีผ่านมา จะอัพคะแนน Toeic นักเรียนแบบแปลกใจเลยว่า ทักษะจากเมื่อต้นปี 2 ปีเนี่ย จนกระทั่งถึงวันนี้มันต่างไปเยอะเลย เพราะว่านิสัยของนักเรียนที่สร้างขึ้นมาในการฝึกภาษาอังกฤษมันลึกแล้ว ดังนั้นข้อสอบภาษาอังกฤษมันก็จะไม่ยากอีกต่อไป