CEFR คือ ข้อสอบที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษษอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ ย่อมาจาก The Common European Framework of Reference for Languages  ข้อสอบนี้จะวัดผลภาษาได้แท้จริงกว่าข้อสอบ TOEIC ที่ทดสอบแค่ทักษะการฟัง/การอ่าน เพราะจะทดสอบทักษะการพูดและการเขียนแบบครบวงจร ในบทความนี้ ครูจะอธิบายหลักการวัดระดับของ CEFR, แนวข้อสอบ และการสมัครสอบเพื่อเอาผลคะแนนนี้

CEFR คือ อะไร

หลักการวัดระดับภาษาของ CEFR

CEFR แบ่งเป็นทั้งหมด 6 ระดับตั้งแต่ A1 – C2 หลักๆแล้วจะแบ่งเป็น 3 ระดับ นั่นก็คือ Beginner, Intermediate และ Advance แต่ละระดับจะวัดความสามารถในการใช้และเข้าใจภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน โดยปกติแล้ว บริษัทหรือสถานที่ศึกษาเขาจะระบุมาเลยว่าต้องการให้นักเรียนอยู่ระดับใดเป็นต้นไป เช่น กระทรวงศึกษาธิการต้องการให้คนที่จะสอบครูต้องผ่านระดับ B1 เป็นต้นไป

CEFR คือ อะไร

ความสามารถทางภาษาของแต่ละระดับ

  • A1 : สามารถอ่านบทความสั้นๆ, และพูดประโยคที่ได้เตรียมมาแล้วเท่านั้น
  • A2 : สามารถพูดและเขียนเกี่ยวกับหัวข้อง่ายๆ, แนะนำตัวเอง
  • B1 : สามารถเตรียมการพูด/เขียนเกี่ยวกับหัวข้อที่ตัวเองสนใจ
  • B2 : สามารถทำ Presentation ได้ชัดเจน และคล่องแคล่ว
  • C1 : สามารถวางรูปแบบ และรายงานในหัวข้อที่ท้าทาย
  • C2 : สามารถอธิบาย และอภิปรายหัวข้อต่างๆอย่างมั่นใจ

แนวข้อสอบของ CEFR คือ อะไรบ้าง?

CEFR คือ การวัดระดับภาษาอังกฤษ แต่จะไม่มีข้อสอบที่ชื่อ CEFR โดยตรง นักเรียนมากมายพยายามหาข้อสอบ CEFR แต่แท้จริงแล้วนั้น ข้อสอบ CEFR ก็คือข้อสอบภาษาอังกฤษมาตราฐานสากลที่ทดสอบทั้ง 4 ทักษะเท่านั้น นั่นก็คือ

  • ข้อสอบ TOEIC ที่ทดสอบทั้ง 4 ทักษะ
  • ข้อสอบ IELTS และ TOEFL ที่ทดสอบทั้ง 4 ทักษะ
CEFR คือ อะไร

ดูจากตารางด้านบน นักเรียนสามารถหาระดับ CEFR ที่ต้องการแล้วดูว่าระดับนั้นเทียบเท่ากับคะแนนเท่าไหร่ของข้อสอบประเภทใด เช่น B1 เทียบเท่ากับคะแนน TOEIC (4 ทักษะ) 550-785, IELTS 4.0-5.0 และ TOEFL (iBT) 35-53 เป็นต้น

CEFR และ IELTS –แนวข้อสอบ

IELTS เป็นข้อสอบที่ทดสอบทักษะทั้ง 4 ของภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน ในการทำข้อสอบประเภทนี้ นักเรียนจะต้องปรับพื้นฐานและฝึกทักษะทั้ง 4 อย่างเต็มที่ (แค่ติวเทคนิคแนวข้อสอบจะไม่พอ) เพราะแนวข้อสอบจะเป็นตามรูปแบบนี้ (ครูได้อธิบายอย่างละเอียดในบทความนี้)

  • Listening : นักเรียนจะฟังคนเจ้าของภาษาอธิบายแผนภาพ หรือเล่าเรื่อง หน้าที่ของนักเรียนคือต้องเติมคำในช่องว่างให้ถูกต้อง รวมทั้งสะกดคำให้ถูกด้วย
  • Reading : นักเรียนจะต้องอ่านบทความที่ยาวเท่าหน้ากระดาษ และโจทย์จะมีทดสอบทุกรูปแบบ ไม่ใช่ให้เป็นตัวเลือก เช่น เติมคำในช่องว่าง, True/False หรือเชื่อมโยง Main Idea และ Description
  • Speaking : นักเรียนจะถูกทดสอบโดยการถูกสัมภาษณ์สดกับเจ้าของภาษาตัวจริง คำถามจะเป็นตั้งแต่การแนะนำตัว จนกระทั่งการตอบคำถามที่เจ้าของภาษาให้มาโดยเฉพาะ
  • Writing : นักเรียนจะต้องเขียนในรูปเรียงความมาใน 2 หัวข้อ หัวข้อแรกจะเป็นการอธิบายกราฟ ซึ่งนักเรียนต้องเขียนเกิน 150 คำ ส่วนหัวข้อที่ 2 จะเกี่ยวกับความคิดเห็นในเรื่องหรือสถานการณ์ที่กำหนด นักเรียนจะต้องเขียนให้เกิน 250 คำ

แนวทางการเริ่มฝึกทักษะ + ติว IELTS

นักเรียนของครูส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานน้อย และไม่อยากหลงทางติวเอง จึงเข้าฝึกทักษะ และโจทย์ของข้อสอบ IELTS กับครูในคอร์สติวไอเอลออนไลน์ IELTS@HOME ที่การันตีผลด้วยการคืนเงิน จึงสามารถสอบ IELTS/CEFR ผ่านได้ตามนี้

แผนการเรียนที่ทำให้ได้ระดับ CEFR ที่ต้องการ

นอกจากจะมีการติวเทคนิคการทำโจทย์ทุกรูปแบบของข้อสอบ IELTS แล้ว คอร์ส IELTS@HOME ยังมีแผนการเรียนในแต่ละวันที่จะช่วยสร้างนิสัยการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เพราะทักษะภาษานั้นพัฒนามาจากการฝึกน้อยๆทุกวัน–ไม่ใช่ฝึกแค่ตอนใกล้สอบ ดังนั้นนักเรียน IELTS@HOME จึงสามารถสอบได้ระดับที่ต้องการ–เพียงแค่ใช้เวลาฝึกวันละไม่ถึง 1 ชม. เท่านั้น!

ติวอย่างมีแผนการจะช่วยให้ถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าการติวเองโดยการซื้อหนังสือมาอ่าน หรือติวตามคลิปต่างๆผ่าน YouTube

KruMae FMCP English

ฝึก Writing และ Speaking อย่างไม่จำกัด!

ด่าน Writing และ Speaking เป็นทักษะที่นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการทำคะแนนมากที่สุด สาเหตุหลักเพราะเราไม่ค่อยมีโอกาสในการใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งหลักสูตรที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็กเน้นการอ่าน และการทำข้อสอบ–ไม่ใช่การใช้จริง

ในคอร์ส IELTS@HOME นักเรียนจะสามารถฝึกตอบ Speaking ใน 50+ หัวข้อ ส่งมาให้ครูแล้วครูจะส่งคำแนะนำกลับไปว่าควรปรับปรุงส่วนใด อีกทั้งด้าน Writing นักเรียนจะได้ฝึกเขียนหลากหลายหัวข้อ และได้รับการแก้ไขจากครูโดยตรง ฝึกแบบไม่จำกัดครั้งแบบนี้จะทำให้สองทักษะที่นักเรียนว่า “ยาก”ตอนนี้–กลับกลายเป็ฯทักษะที่ง่ายภายในไม่กี่เดือน!! คลิกดูรายละเอียด IELTS@HOME และแพ็คเก็จต่างๆได้ที่นี่