ถ้าอยากได้ BAND 7.0 ในส่วนของ IELTS SPEAKING TEST ต้องห้ามทำ 3 อย่างนี้

IELTS SPEAKING TEST  เป็นด่านที่นักเรียนส่วนใหญ่กังวล  เพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน   แล้วที่เราได้ไปเรียนมาตามมัธยม ประถม  มหาลัยนั้น เราก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการพูด แล้วอยู่ดีๆ จะมาตอบคำถามของเจ้าของภาษาในหลากหลายหัวข้อเนี่ยจะทำอย่างไง  เมย์จะมาพูดถึง 3 อย่างที่นักเรียนควรที่จะหลีกเลี่ยง ถ้าอยากที่จะทำคะแนนที่ตัวเองต้องการ

  • นักเรียนอย่าคิดเยอะไป  คิดเยอะไปหมายความว่า  เวลาที่เค้าถามคำถามมา  นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะชอบนึกถึงคำถามที่มันฟังแล้วดูดี เหมือนกับกำลังสัมภาษณ์งาน  ต้องสร้างความประทับใจให้เค้า  แต่เมย์บอกเลยนะว่าคนที่สัมภาษณ์นักเรียนเนี่ย  หน้าที่ของเค้าเนี่ยก็แค่จับเวลาการพูดเท่านั้น  เพราะว่าเวลาสอบ นักเรียนมีเวลาแค่ 11-15 นาทีใน IELTS SPEAKING TEST PART 1-3  นักเรียนไม่ได้มีเวลาทั้งวัน  ดังนั้นเมื่อเค้าถามคำถามไปเนี่ย  เค้าก็ต้องคอยจับเวลาว่า นักเรียนพูดถึงไหนแล้ว  และหมดเวลาเมื่อไหร่  จะได้เป็นคำถามต่อไปได้  ดังนั้นนักเรียนไม่ต้องไปคอยคิดถึงคำตอบที่จะสร้างความประทับใจให้กับเค้า  หรือคนที่ตรวจ  เพราะคนที่ตรวจบทสนทนาของเรา  ก็แค่อยากรู้ว่านักเรียนสามารถพูดได้นานๆไหม  พูดอย่างมีเหตุผลเข้ากันได้ไหม  เมย์อยากให้นักเรียนใช้ประสบการณ์ของตัวเองดีที่สุด  การที่พูดถึงประสบการณ์ตัวเอง  จะทำให้นักเรียนมีเรื่องที่จะพูดได้เยอะ  แล้วก็มีคำศัพท์ที่คุ้นเคยในการพูด  เพราะนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด  อย่าใช้คำศัพท์เกินตัว  แล้วความหมายก็ไม่ถูกต้อง  แถมใช้ก็ไม่ถูกอีกต่างหาก   เอาที่เป็น style ของเราดีที่สุด  ตอนที่เมย์ไปทดลองสอบ IELTS SPEAKING TEST  เมย์ก็พูดธรรมดานะ  เมย์ได้ใช้คำศัพท์สูงๆเลย  เมย์พูดเหมือนกับพูดกับเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น แล้วพอจบออกมา  สุดท้ายเมย์ก็ได้คะแนน 9.0  เมย์เลยมาบอกว่า มันไม่จำเป็นเลยที่ต้องใช้คำศัพท์ที่ยิ่งใหญ่มาก ไอเดียเนี่ยจะต้องเป็นแบบสร้างความประทับใจ  เพราะมันไม่มีผิด  มันไม่มีถูก  มันคือไอเดียของเรา  เค้าจะไม่มาตัดสินใจว่า  ไอเดียของเราผิดถูกอย่างไง   ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลย 
  • ไม่มีโครงสร้างในการตอบ  โครงสร้างถามว่าสำคัญไหม  สำคัญ เพราะว่าถ้านักเรียนไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อไป นักเรียนก็จะถามคำตอบคำ  เหมือนเช่น Part 1 ของ IELTS SPEAKING TEST  ถ้านักเรียนไม่รู้จักการขยาย  ว่าหลังจากที่นักเรียนพูดประโยคหนึ่ง  นักเรียนต้องขยายอย่างไง  ต้องเล่าเรื่องอะไรต่อ  ทางที่ดีเมย์อยากให้นักเรียนพูดยาวๆ อธิบายเป็นเรื่องเป็นราวไปเลยว่าสาเหตุที่เราชอบอาหารนี้เพราะอะไร  เราเคยกินที่ไหนกับใคร  แล้วเรารู้สึกอย่างไง  แล้วทำไมถึงชอบอาหารนี้  พูดไปจนกว่าเค้าจะบอกว่าหมดเวลาจะดีกว่า   ดีกว่าให้เค้ามาถามซ้ำๆ  ให้เราพูดมากขึ้น  ให้มันครบเวลาที่เค้าต้องการ  อย่างที่บอกว่า
IELTS SPEAKING TEST

เวลาที่ไปสอบทำใจให้สบาย  หายใจลึกๆ แล้วถอนหายใจยาวๆ อย่าเกร็งเพราะว่าเวลาเกร็งมันจะนึกไม่ออก  เวลาพูดทำเหมือนกับว่าเรากำลังพูดกับเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น  จุดประสงค์ของ IELTS SPEAKING TEST   เนี่ย  เค้าแค่ต้องการอยากรู้ว่านักเรียนสามารถที่จะมีทักษะในการพูด  ในการใช้ในชีวิตประจำวันไหม   ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับการเข้าเรียน  หรือว่าการใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ  เค้าไม่ได้ต้องการว่านักเรียนสามารถพูดสุนทรพจน์หน้ามหาลัย ใน subject เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือเศรษฐกิจ อย่าทำเรื่องที่แบบ ชิวๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก  แล้วทำให้ตัวเองเครียดเกินความจำเป็น  เข้าไปแบบสนุกๆเลย  ไปคุยธรรมดาได้  แต่ว่าต้องมีโครงสร้าง  โครงสร้าง Part 1   กับ Part 3 เนี่ย  มันไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจนมากมาย  เพราะว่ามันคือสไตล์ของสัมภาษณ์  Part 1 แค่คำถามเกี่ยวกับตัวของนักเรียนเอง  Part 3  ก็เป็นหัวข้อที่เค้าถามมาเพิ่มเติมจาก Part 2  แต่สิ่งที่นักเรียนโครงสร้างจะต้องมี  ก็คือในส่วนของ Part 2

ใน IPart 2  นักเรียนจะได้เซ็ตคำถามมา  ประมาณ 3-4 คำถามเกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง  เค้าจะให้เวลานักเรียนประมาณ 1 นาทีในการที่จะเรียบเรียงว่าสิ่งที่นักเรียนจะพูดเกี่ยวกับหัวข้อเนี่ยมีอะไรบ้าง   แล้วจะต้องพูดให้ครบตามที่เค้าต้องการด้วย  พอครบ 1 นาที แล้ว  นักเรียนก็จะมีเวลาประมาณ 1-2 นาทีในการที่จะพูดอยู่คนเดียว  ให้ครบทุกอย่างตามที่เค้าถามมาว่าจะต้องทำอย่างไง  มันมี 3 คำถามแรก  ที่ถามเกี่ยวกับคุณชอบอะไร  ทำไม  ไม่ใช่ทำไม  ที่ไม่ใช่คำถามที่เกี่ยวกับการอธิบายนักเรียนจะต้อง  ภายใน 1 – 2 ถึง 3 ประโยคแรก  ตอบ 3 คำถามนั้นให้มันครบถ้วน  ให้มันจบไปเลย  แล้วเอาอีก 80% ของคำตอบเนี่ย  นั้นก็คือมาอธิบายว่าทำไม  แล้วส่วนของ 80% เนี่ย  มันจะแตกไปด้วย 2 Main Idea ที่นักเรียนจะต้องใช้  Idea นั้นก็แตกออกมาว่า  หาเหตุผลที่มาประกอบการกับ Main Idea นั้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของตัวเอง  ประสบการณ์ของคนอื่น   หรือเหตุการณ์อะไรก็ได้  ที่เราคิดมาเอง  ของให้อย่าเวอร์แล้วกัน  อย่างที่บอกไม่มีใครมาตรวจเช็ค  ข้อมูลเราว่าพูดผิดหรือว่าพูดถูก  มันคือประสบการณ์ของเรา


LIKE US ON FACEBOOK!

Leave a Reply

Your email address will not be published.